091015 -- Blog Action Day : 2009 Climate change in โลกร้อนและ Ethanol
posted on 14 Oct 2009 23:42 by tongkatsu in HealthBlog Action Day = วันที่ชาว blogger จะทำอะไรซักอย่างพร้อมๆ กัน
ปีนี้หัวข้อที่จะทำคือ Climate change : แปลง่ายๆ ก็คือโลกร้อน
หลายวันก่อน ผมพยายามคิดหัวข้อการเขียน คิดมานานจนถึงวันนี้ก็ยังคิดไม่ตกซักที
สุดท้ายได้ @sugree มาช่วยผ่านทาง twitter ทำให้ผมก็เลือก Ethanol มาเขียน ซึ่งปัจจุบันเป็นพลังงานทางเลือกที่ใช้อย่างแพร่หลาย เพราะ
- เผาไหม้สะอาด และมีมลพิษน้อยกว่า ทั้ง Hydrocarbon, Carbonmonoxide, สารกลุ่ม sulfate, ฝุ่นละอองต่างๆ, ก๊าซเรือนกระจก และสารพิษอื่นๆ
- ราคาถูกกว่า
- นำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาใช้ทำได้
- สามารถปลูกและผลิตได้ ลดการนำเข้าและพึ่งพาน้ำมัน
วันนี้หลายๆ คนคงเขียนเรื่องพลังงานเยอะแล้ว ของผมจะแหวกแนวนิดๆ เพื่อให้ตรงกับสายผมหน่อย (สายสุขภาพ + การกิน)
ใช่แล้วครับ วันนี้ผมจะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับการกินเหล้า (ส่วนตัวผมไม่ชอบ แต่ถ้ากินก็พอได้)
วันนี้ขอวิชาการหน่อยนะครับ อาจผิดหวังสำหรับผู้รอ review อาหารเล็กน้อย
เริ่มที่
- ใครรู้บ้างว่าการดื่มสุรามีผลดีต่อร่างกายบ้างยกมือขึ้น lol
ผมเคยได้รับการอ้างอิงจากบริษัทเบียร์ที่นึงผ่านเวปนี้ครับ
ผมว่ามันไม่มีความน่าเชื่อถือเท่าที่ควร ไม่บอกว่ากินเท่าไหร่ กินยังไง มันมีสารนั้นสารนี้เยอะแค่ไหน แล้วทำไมไม่กินแค่สารนั้นสารนี้เพื่อลดโรคเลย แถมบางอันผมว่ามันเกินจริงไปด้วย
และเท่าที่ผมไป review เอกสารต่างๆ ทางการแพทย์ทั้งจาก NEJM (New England Journal of Medicine) และ Pubmed (http://www.nlm.nih.gov) กลับมีเรื่องผลเสียของ Alcohol ไว้เป็นจำนวนมาก (จนหาข้อดีแทบไม่เจอ ที่เจอก็ไม่ชัดเจน)
สรุปคือ ทางที่ดี เลิกดื่มมันซะถ้าทำได้
- แต่ถ้าต้องการดื่มเพื่อสุขภาพล่ะ มันมีป่าว
ก็มีครับ มันก็มีผลดีต่อร่างกายบ้าง (จากบางเอกสาร) ซึ่งมันจะลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ย้ำว่า ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น
จริงๆ มันก็มีแนวทางการดื่มนะ เค้าเรียกว่า Drink guidelines เอาง่ายๆ max ต่อครั้ง ผู้ชาย 2 drinks, ผู้หญิง 1 drink
1 drink นี่ไม่ใช่ที่ดริ้งก์ละ 200 ที่ขายตามร้านเหล้านะ
แต่ 1 drink เนี่ย = 14 กรัมของ pure ethanol
- แล้วกรูจะรู้ได้ไงวะว่า 14 กรัมเนี่ยมันอยู่ตรงไหน
ง่ายๆ ครับ เราก็เทียบกับปริมาณ %Ethanol หรือที่เรียกว่าดีกรีที่อยู่ข้างขวดหรือกระป๋อง
เช่น สปายไวน์คูลเลอร์ 5-7% แล้วแต่สี, เบียร์ก็ 4-7% แล้วแต่ยี่ห้อ พวกนี้คิดไม่ยาก ตีง่ายๆ ประมาณ 1 กระป๋องหรือหนึ่งขวดจะใกล้ๆกับ 1 drink ครับ
ส่วนถ้าเป็นแบ่งจากขวด ไวน์ก็10-15%, เหล้าเพียวๆ ก็ 40%, บรั่นดีก็ 50%, เหล้าต้มเองบางครั้งอาจสูงถึง 70-80% ก็ได้ พวกนี้คำนวณยากหน่อย
เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมลองเทียบ % alcohol ต่อปริมาตรให้เป็น drink ละกัน
- ถ้าฉลากเขียน 4% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 420 mL
- ถ้าฉลากเขียน 5% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 360 mL (ประมาณเบียร์กระป๋อง)
- ถ้าฉลากเขียน 7% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 260 mL (ประมาณขวดสปาย)
- ถ้าฉลากเขียน 10% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 180 mL
- ถ้าฉลากเขียน 15% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 120 mL
- ถ้าฉลากเขียน 25% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 75 mL
- ถ้าฉลากเขียน 40% alcohol ถ้าต้องการกิน 1 drink ประมาณ 45 mL (ประมาณ 1 เป๊ก = 50 mL)
(ส่วนพวกค่าปริมาตรอื่นๆ เช่น 1 ช๊อต = 15 mL, ไอ้พวกนี้มันจะเอาไว้ใส่เหล้าปั่น ประมาณ 3 ช๊อตหากเป็นแก้ว และ 6 ช๊อตถ้าเป็นเหยือก)
- ต่อมาเหล้าลงท้องแล้วมันไปไงต่อ
ง่ายๆ ครับ มันจะถูกดูดซึมในอัตราที่เร็วมาก คือเราสามารถตรวจพบ Alcohol ในเลือดได้ภายใน 5 นาทีหากเรากินตอนท้องว่างจนถูกดูดซึมหมดประมาณครึ่งชั่วโมง และจะขึ้นมีระดับ Alcohol สูงสุดประมาณครึ่งชั่วโมงหลังดื่ม ส่วนอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายปกติจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 mg% เช่น ถ้าในเลือดมี 50mg% เมื่อ 1 ชม.ผ่านไป จะมีระดับ Alcohol ในเลือด 35mg%
- ถ้าเหล้าหกใส่ตัวหรือไปอาบเหล้ามาระดับ Alcohol ในเลือดจะขึ้นมั้ย
มันไม่น่าดูดซึมผ่านผิวหนังนะ -*-
- ทีนี้ ลงท้องได้ที่ จะกลับบ้าน ขับรถกลับเองจะถูกตำรวจจับป่าว
ตามกฏหมายเค้าจะอนุญาติให้เรา"เมา" โดยมีระดับ Alcohol ในเลือดได้สูงสุด 50 mg%
- ทำไมต้อง 50 mg%
เพราะกฏหมายไทยนิยามคำว่า "เมาสุรา" ไว้คือการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายมากกว่า 50 mg% ซึ่งระดับ Alcohol ในช่วงนี้จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานช้าลง ถ้าขับขี่ยานพาหนะ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายถึง 2 เท่า และความสามารถในการขับรถลดลง 8%
- กินยังไงถึงจะได้ไม่เกิน 50mg%
จริงๆ มันขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งเทคนิคการกิน กับแกล้ม แต่เอาง่ายๆ ก็ 1 drink ตามที่บอกไปจะได้ระดับ Alcohol ในเลือดประมาณ 50mg% ครับ ดังนั้น ผมจึงมั่นใจมากๆ ว่าแดกเหล้าทีเกินแน่ๆ ไปดูบอลกับเพื่อนกินชิลๆ ก็คนละขวดสองขวดแล้ว จะให้มันไม่เกิน 1 drink ได้ยังไง
- แล้วผลของ Alcohol ในช่วงความเข้มข้นต่างๆ เป็นยังไง
20 - 30mg% = ไม่ปรากฏอาการผิดปกติใดๆ นอกจากผู้ดื่มมีอาการแจ่มใส ร่าเริงเพิ่มขึ้น
50 - 60 mg% = มีความรู้สึกผ่อนคลายทางอารมณ์ ประสาทและกล้ามเนื้อลดความว่องไวลง ระยะเวลาในการตอบสนองยาวขึ้น การตัดสินใจช้าลง ความสามารถในการขับขี่ยานยนต์ลดลง
80 - 100 mg% = เริ่มเสียการทรงตัว พูดไม่ชัด สายตาแย่ลง มองเห็นไม่ชัดเจน เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน รู้สึกเคลิบเคลิ้ม มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ก่อให้เกิดความลำบากยุ่งยากในการบังคับยานพาหนะ
110 - 120 mg% = การเคลื่อนไหวและการทรงตัวทำได้ด้วยความยากลำบาก ความสามารถทางความคิดการตัดสินใจและการใช้วิจารณญาณเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
140 - 150 mg% = การควบคุมร่างกายและจิตใจส่วนใหญ่เสียไปพูดไม่ชัด มองเห็นภาพเลือนรางไม่ชัดเจน มีอุปสรรคในการใช้มือ แขนและขา
200 mg% = สูญเสียการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ต้องการความช่วยเหลือเมื่อจะเคลื่อนไหว จิตใจสับสนอย่างเห็นได้ชัด
300 mg% = มีอาการมึนเมาอย่างหนัก มึนงง ไม่รู้เรื่อง มีสติสัมปชัญญะเหลืออยู่น้อยมาก
400 mg% = สลบ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
500 mg% = สลบลึก
600 mg% = ตายเนื่องจากการหายใจล้มเหลว
- แล้วตรวจยังไง
จริงๆ การตรวจระดับ Alcohol ในเลือดมีสามวิธีคือ
- เจาะเลือด
- เป่าเครื่อง
- ตรวจฉี่
วันนี้จะเล่าเฉพาะการตรวจด้วยการเป่า โดยเครื่องจะมีตรวจจับแอลกอฮอล์ (Alcohol Detector) จากลมหายใจเพราะ เลือดที่มี Alcohol อยู่จะแลกเปลี่ยนก๊าซและเอามันในรูปก๊าซออกมาผ่าน Alveoli หรือถุงลมในปอด แล้วจึงออกมาพร้อมกับลมหายใจ เมื่อตัวตรวจจับเมื่อได้รับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ แล้วจะถูกแปลค่าให้รายงานออกมาที่หน้าปัดของเครื่องในรูปของปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration) ซึ่งเดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาการวัดจนใกล้เคียงกับการตรวจเลือดแล้ว
- ไม่เป่าได้มั้ย
ไม่ได้ ต้องเป่า ถ้าไม่เป่าถือว่าฝ่าคำสั่งเจ้าพนักงาน จะโดนอีกกระทง
- ถ้าเกินล่ะ
เรามีสิทธิ์ที่จะให้ตรวจซ้ำด้วยการตรวจฉี่หรือเจาะเลือดได้ (หากคิดว่าเครื่องเป่าเสีย ซึ่งปกติมันจะไม่เสีย แล้วเราก็จะถูกเจาะเลือดซ้ำฟรีๆ )
- เกินแล้วโดนอะไร
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522
มาตรา 43ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถ
(2) ในขณะเมาสุรา* หรือเมาอย่างอื่น
มาตราที่ 160 วรรคสาม
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (1) (2) (5) หรือ (8) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแถมยังต้องไปบำเพ็ญประโยชน์อีกหลายสิบชั่วโมง
ถ้ามั่นใจว่าเกินชัวร์แนะนำให้กลับ Taxi หรือเรียกเมียหรือเพื่อน(ที่ไม่ได้กิน)มารับ ดีกว่าครับ
- ทำไงให้เป่าได้น้อยๆ
อันนี้อาจเป็นวิชามารเล็กๆ นะครับ ไม่ confirm ว่าจะไม่ถูกจับ ไม่มี evidence ชัดเจน
- ตอนกินที่ร้านอย่าซัดโฮก ให้จิบเหล้าไป กินกับไป จิบเหล้าไป กินกับไป ช้าๆ จะได้ทำลายทัน
- บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดก่อนเป่า เพื่อลดเอา Alcohol ที่ติดตามร่องเหงือกออก
- อย่าใช้น้ำยาระงับกลิ่น เพราะน้ำยาบางยี่ห้อมี Alcohol เป็นตัวทำละลาย
- ดึงเกมส์ เช่นพยายามหน่วงให้เป่าช้าๆ เพื่อให้ร่างกายพอทำลายไหว
- ใช้ลมจากที่อื่นที่ไม่ได้มาจากปอดโดยตรงหรืออย่าเป่าเต็มแรง
- เกี่ยวกับโลกร้อนยังไง
เออ นั่นดิ -_-a
แต่จริงๆ เกี่ยวนะ ทุกคนเขียนลดโลกร้อนไปหมด แต่ถ้าเรามีคนช่วยลดโลกร้อนมากขึ้นโดยลดการกินเหล้า = ลดโรค+อุบัติเหตุ+ลดอาชญากรรม+ลดอารมณ์ร้อนๆ มันก็เหมือนกับเราได้ทรัพยากรมนุษย์เพิ่มมา บ้านเมืองหรือสังคมเราจะได้เดือดน้อยๆ หน่อย เรื่องอาชญากรรมบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็เพราะพวกเหล้านี่แหละ แถมเหล้าเหลือกินเอาไปผสมน้ำมันเติมรถประหยัดและช่วยชาติได้อีก
สุดท้ายอ่านเอาฮาละกันครับกับ ข้อดีของการดื่มสุรา
หมายเหตุ
- ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงกับคนปกตินะครับ ไม่นับผู้ป่วยที่ไม่สบายมากินนะครับ
- ไม่ควรนำไปเป็น reference ในการเอาไปเขียนหนังสือทางวิชาการ เพราะเป็นความรู้ระดับนิสิตแพทย์เท่านั้น
- หากเอาไปใช้จริงๆ ไม่รับประกันความเสี่ยงที่จะเกิดภายภาคหน้านะครับ
- หากผิดพลาดประการใดบอกกันได้ (พร้อมเอกสารอ้างอิง)
- เอกสารอ้างอิงผม
o Alcohol : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/alcohol.html
o การดื่มแอลกอฮอล์ขับรถโดยไม่ผิดกฏหมาย : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=141
o เครื่องวัด alcohol : http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/การตรวจวัดแอลกอฮอล์
o ผลของสุราและอุบัติเหตุ : http://web.schq.mi.th/~medo/health/health15.html
o พลังงานทางเลือกใหม่ : http://www.thaienv.com/







#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-10-15 00:21