มาแล้วครับ ศึกสามทงคัทสิสามร้านที่มีชื่อ ซึ่งผมจะทยอยมา review เรื่อยๆ ตามโอกาส
และนอกจากรีวิว ผมจะบอกวิธีกินด้วยครับ (พอดีเห็นโต๊ะข้างๆ แล้วอนาถจิต)

ไม่พูดพร่ำทำเพลงกับร้านแรกคือ Saboten ครับ

เพิ่มพื้นฐานนิดๆๆ Saboten = กระบองเพชร ....^^'

 

 

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Central world ฝั่ง Isetan ครับ ชั้น 6 เดินทางสะดวกสบายมากๆๆๆๆ
สังเกตง่ายๆ อยู่ใต้ชั้นที่เป็น centerpoint และอยู่ใกล้ๆ กับ Kinokuniya ครับ
มาดูป้ายหน้าร้านและบรรยากาศหน้าร้านครับ

 


ขอเตือนนิดๆ ว่าถ้าไปช่วง prime time คนจะเยอะมากๆๆๆ และรอคิวนานมากเช่นกัน

 

 

 

เมื่อได้ที่นั่งก็สั่งอาหารครับ

จากประสบการณ์ของผม ที่กินมาไม่กี่อย่าง
สิ่งที่ผมชอบมาก และมัน classic มากๆ สำหรับร้านนี้ และผมจะใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบทั้ง 3 ร้านคือ สันนอกหมูครับ
และวันนี้ ผมก็สั่งสันนอกหมู(ขนาดใหญ่) เช่นกันครับ

พอพนักงานรับ order ปุ๊บ เราลองมาทำความรู้จักเครื่องเคราและการใช้อุปกรณ์ต่างๆ กันครับ

เริ่มที่บนโต๊ะครับ

 

 

เป็นซองตะเกียบ กับผ้าเช็ดมือ ที่ผมเห็นส่วนมากเค้าจะเช็ดก่อนกินนะ แต่บางคนเช็ดหลังกินก็มี
เช็ดแล้วทิ้งนะครับ ไม่ต้องเก็บไปใช้ที่บ้านแต่อย่างไร

ต่อมามองไปข้างๆ จะเห็นเซทสหน้ำจิ้ม ซึ่งคนที่ไม่เคยกินมาก่อนจะงงๆ ว่าแต่ละอันเอามาทำอะไร กินกับอะไร

 

 

เริ่มจากซ้ายสุด เป็นไหที่ภายในบรรจุน้ำจิ้มทงคัทสึไว้ สีมันจะออกดำๆ หนืดๆ เปรี๊ยวๆ หน่อย เข้ากันกับหมูทอด
ต่อมาสองขวดแก้ว เป็นน้ำสลัด เอาไว้ราดกะหล่ำปลีซอยครับ สีน้ำตาลเป็นงาบด สีดำเป็นรสเปรี๊ยวๆ ครับ
และตลับเหล็กเป็นมัสตาร์ดครับ เอาไว้กินกับตัวหมูทอด แต่ผมไม่ชอบเท่าไหไร่เพราะกลิ่นแรงไป

จากนั้น เค้าจะยกถ้วยงา พร้อมแท่งไม้มาให้

 

 

จริงๆ ถ้วยนี้คือถ้วยน้ำจิ้มของตัวหมูทอดเราครับ วิธีคือเราต้องบดงา แต่ส่วนมากที่ผมเห็นคนไทยกินเค้าจะ "ตำงา" มากกว่าครับ (ยกไม้มาแล้วทุบๆๆๆ งาในถ้วยด้วยความรุนแรงและเสียงอันดัง แล้วเอามืออีกข้างประคองขอบถ้วยไม่ให้งากระเด็น สุดท้าย งากระเด็นไปครึ่งถ้วย แถมต้องเช็ดเศษที่กระเด็นกันวุ่นวาย) วิธีการทำที่ถูกคือเราเอาแท่งไม้หมุนๆ บดตัวงาให้กระแทกกับส่วนที่เป็นร่องของถ้วยนะครับ หมุนวนไปเรื่อยๆ เหมือนกับเข็มนาฬิกา เราจะได้ยินเสียงแครกๆๆๆ , บดแค่พอละเอียด เริ่มได้กลิ่นก็พอแล้วครับ ไม่ต้องให้แตกละเอียดถึงอนุภาค

 

 

ได้งาบดแล้ว ก็ตักน้ำจิ้มในไหมาราดครับ แนะนำว่าตักพอประมาณครับ เพราะตักเยอะงาจะจาง แนะนำว่าตักประมาณ 1/3 - 1/2 ของถ้วบครับ นับคร่าวๆ ประมาณสิบกระบวย

 

 

ต่อมา กะหล่ำในจานเขียวก็จะมาลงที่โต๊ะเรา พร้อมกับตะเกียบยาว
ทีนี้ เรามีตะเกียบสองอัน ทำไงดีละ

 

 

วิธีการคือ แบ่งกะหล่ำซอยในจานเขียวมาลงถ้วยเล็กครับ การแบ่งก็ใช้ตะเกียบยาว (ที่เอามาให้พร้อมกะหล่ำซอย) คีบมาเท่าที่ต้องการ จากนั้นราดน้ำสลัด โดยให้เลือกเอาทีละอันนะครับ ปกติผมชอบงามากกว่า เพราะมันหอมและก็ไม่เปรี้ยวมากครับ ไม่ต้องราดเยอะนะครับ เพราะรสชาติมันแรงมาก

กะหล่ำนี่ผมว่ามันสดชื่นมากๆ ต่างกับที่กินกับใส้กรอกอีสานลิบลับ แถมไม่ค่อยเหม็นเขียวด้วย ใครเกลียดกะหล่ำลองชิมดูซักคำนะครับ xD

พอเราตักกะหล่ำซอยจนหมดถ้วยเขียว จะมีพนักงานมาเติมให้เรื่อยๆ ครับ เรียกว่ากินจนอ้วกเลย

 

 

เสร็จแล้วก็จะได้ตามรูปครับ น้ำจิ้มถ้วยซ้าย กะหล่ำซอยถ้วยขวา(ราดน้ำงา)

เสร็จแล้วชาเขียวก็มาครับ
ส่วนตัวชอบชาเขียวมากๆๆๆ รสชาติเหมือนกับสาหร่ายเลย
แต่ไม่ข้นเท่า kaldi ครับ กินแล้วกำลังลื่นคอพอดี ออ ชาเขียวเติมได้ไม่อั้นครับ

 

 

 จากนั้น ซุปมิโซะ ก็มาครับ อร่อยมากๆหมดแล้วขอเปลี่ยนถ้วยได้เรื่อยๆ ครับ
บางทีกินเหลือครึ่งถ้วย เริ่มเย็นแล้ว เค้าก็มาเปลี่ยนถ้วยให้นะครับ ดีมากๆๆๆ

ข้าวก็เหมือนกันนะครับ เติมได้เรื่อยๆ ข้าวเป็นข้าวญี่ปุ่นคุณภาพดีครับ

 

 

มาแล้วๆๆๆๆ พระเอกของงานมาแล้ว
นั่นก็คือทงคัทสึ - หมูสันนอกชิ้นใหญ่นั่นเอง จะเห็นมีติดมันตรงขอบนิดๆ ตรงนั้นแหละ สุโค่ยยยย

 

 

ขอถ่ายรูปหมู่ก่อนนะครับ ;) ก่อนที่ทุกจานจะไปเจอะกันอีกทีที่กระเพาะผม XD

 

 

คราวนี้มา focus ที่ตัวหมูครับ

 

 

สิ่งที่สันนอกโดดเด่นคือ ตรงที่มีติดมันหน่อยนึงนี่แหละครับ
สำหรับผมมันทำให้เกิดความสมดุลของหมูทั้งชิ้นครับ เพราะถ้าเป็นสันใน (เนื้อเพียวๆ) จะค่อนข้างฝืดคอไปหน่อย และผมว่ากัดแล้วมันรู้สึกว่าเป็นเนื้อล้วนๆ แต่การที่มีมันนั้น ชิ้นหมูมันจะออกแนวนุ่มกว่า และเมื่อเคี้ยวไปที่ขอบส่วนที่ติดมันเล็กๆจะกระจายและแทรกซึมไปตามร่องเหงือก ซึ่งปริมาณขิงมันก็ไม่ได้เยอะมากจนทำให้เลี่ยนนะครับ 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่เป็นมันยังมีส่วนที่คล้ายๆ เอ็นที่ไม่แข็งมากด้วย เวลาเคี้ยวทำให้เพิ่มมิติและความรู้สึกอร่อยเพิ่มมากขึ้นด้วยนะครับ

 

 

ต่อมาคงต้องเป็นการจับตะเกียบที่ถูกต้องนะครับ ทำตามรูปเลยครับ อาจต้องฝึกฝนหน่อย แต่การจับแบบนี้สามารถเพิ่มแรงจับได้ ลักษณะคล้าย Pinch grasping ครับ (งงป่าวเนี่ย -_-a)

 

 

ไหนๆๆๆๆ ลองเอาทงคัทสึไปสัมผัสน้ำจิ้มซิ....
รสชาติของน้ำจิ้มช่วยลดความเลี่ยนของชิ้นหมูได้มาก รวมทั้ง ยังได้ความหอมของงาด้วย
และยิ่งได้คู่กับกะหล่ำปลีซอยยิ่งสุดยอดครับ XD-

 

 

ต่อมาเป็นส่วนเกร็ดขนมปังเป็นเกร็ดละเอียดครับ กรอบแต่ไม่แข็งแม้หมูเย็นแล้ว
อมน้ำมันน้อยครับ กินแล้วไม่เลี่ยนครับ (เคยมากินครั้งแรกเมื่อประมาณเกือบปีแล้วรู้สึกว่าครั้งนี้อมน้ำมันมากขึ้นหน่อยนะครับ) แต่เศษขนมปังอาจกระเด็นบ้างนะครับ ระวังหกเละเทอะด้วย

 

 

เมื่อซัดไปจนหมด ถึงคิวของหวานครับ เป็นไอศครีมชาเขียวครับ
ผมว่ามันอร่อยมากๆ เลยนะ พอๆ กับ ไอศครีมชาเขียวของ Swensen เลย แต่หอมนมมากกว่า
มีแค่ลูกเดียวนะครับ ;)

 

 

สรุปวันนี้ ที่ผมกินไปคือ

  • หมูสันนอกชิ้นใหญ่ x1 ชิ้น
  • ข้าว x2 ถ้วย
  • มิโซะซุป x3 ถ้วย
  • กะหล่ำซอย x3+ ถ้วยเขียว
  • ชาเขียว x4 แก้ว
  • ไอศครีมชาเขียว x1ลูก

ค่าเสียหายครับ

 

 

แพงเอาการเหมือนกันครับ แต่เทียบกับคุณภาพแล้วสมเหตุผล
เซตหมูสันนอกใหญ่ 290 + vat + service charge = 342 บาท

แต่แนะนำอย่างนะครับ
"เมื่อคุณได้มีโอกาสกินสามร้านที่ผมจะแนะนำแล้ว คุณจะไม่สามารถกลับไปกินข้าวหมูทอดทั่วไปได้"
คุณพลาดแล้วหล่ะ ที่มาอ่าน blog ผม, เตรียมเสียเงินได้เลยครับ ;)

พล่ามข้อดีมานาน เอาข้อเสียบ้างนะครับ

  • คนต่อคิวนานครับ ควรต้องเลือกวัน-เวลาให้ถูก 
  • น้ำจิ้มเปรี้ยวไปนิด
  • อมน้ำมันเยอะขึ้น
  • น่าจะมีเครื่องเคียงอื่นๆ ด้วย
  • ชิ้นหมูค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับร้านอื่นครับ

 

edit @ 5 Sep 2009 11:33:55 by tongkatsu

edit @ 9 Sep 2009 17:19:02 by tongkatsu

edit @ 20 Sep 2009 03:54:43 by tongkatsu

Comment

Comment:

Tweet

น่ากินแฮะ

#4 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-09-05 09:37

น่าทานมากๆ

#3 By ch_bowl (61.19.199.147) on 2009-09-05 09:12

ยังไม่เคยทานเลยซักครั้ง..
อยู่ต่างจังหวัดหาทานยากจังangry smile angry smile angry smile

#2 By kriangkrai on 2009-09-05 08:48

ผมว่าจะกินที่้ร้านนี้หลายทีแล้ว แต่คนเยอะมากเลยปล่อยผ่านไปครับ

#1 By AT1987 on 2009-09-05 01:02