ทุกคนคงเคยมีโอกาสวัดสายตากันครับ
ไม่ว่าจะได้ไปวัดที่ร้านแว่น หรือโรงพยาบาล
วัดโดยพนักงานร้านแว่น เจ้าหน้าที่ หรือตัวหมอเอง (อันหลังสุดเจอน้อย)

เอาเป็นว่าจากประสบการณ์ของนักศึกษาแพทย์(ที่ไม่ถนัดวิชาตาเท่าไหร่)

ผมเห็นการวัดมีสองแบบครับ

แบบแรก เป็นการใช้เครื่อง อธิบายคร่าวคือเค้าเอาใช้ screen สายตาเบื้องต้นครับ
หลักการประมาณส่องแสง/ภาพผ่านเลนส์เข้าไปในตา แล้วดูทิศทางและตรวจสอบแสงดังกล่าว แล้วแปลผลออกมา จะได้เป็นค่าคร่าวๆ พอบอกได้ว่า สายตาผู้ถูกตรวจมีค่าเท่าไหร่
เป็นวิธีที่ค่อนข้างสะดวก ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องการเข้าใจที่ซับซ้อนมาก เหมาะกับการตรวจวัดสายตาในเด็ก หรือผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือร้านทั่วๆ ไป อีกอย่างคือมันบอกสายตาเอียงได้ด้วย

โดยเมื่อวัดเสร็จจะได้ค่าเป็น diopter ครับ ที่เข้าใจกันก็ที่บอกสั้น 100 ก็เทียบเท่ากับ -1.0D (diopter) หรือสั้น 500 ก็คือ -5.0D หรือสายตา -300 ก็เท่ากับ -3.0D ครับ

แล้วส่วนมากผมก็เห็นมีสามค่าจากกระดาษที่ print มาให้ครับ เช่น -5.00 -1.50*180 ตัวเลขแรกหมายถึงค่าของสายตาสั้นหรือสายตายาว มีเครื่องหมายลบ (-) กำกับสำหรับสายตาสั้น และเครื่องหมายบวก (+) กำกับสำหรับสายตายาว ตัวเลขที่สองหมายถึงค่าของสายตาเอียง มีเครื่องหมายบวกหรือลบกำกับเช่นกัน ตัวเลขที่สามหมายถึงองศาของสายตาที่เอียง ซึ่งโดยทั่วไปคนไทยเรียกค่าสายตาเป็นหลักร้อย ดังนั้น –5.00 -1.50*180 จึงหมายถึงสายตาสั้น 500 สายตาเอียง 150 ที่มุม 180 องศา (ถ้าย่อหน้านี้งงก็ผ่านไปก็ได้ครับ)

แบบที่สอง เป็นวิธีมาตรฐาน เค้าเรียกว่า Snellen chart ครับ ก็คือไอ้ตารางนี้แหละครับ

 

 ตารางนี้เป็นตารางการวัดความคมชัดของสายตาหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Visual acuity ครับ
โดยการวัดที่ถูกต้อง ผู้ถูกวัดจะยืนที่เส้นๆ นึง ซึ่งจะห่างจากป้าย 6 เมตร หรือ 20 ฟุต โดยเราจะวัดทีละตาครับ ตาด้านขวาก่อนตาซ้าย โดยผู้ถูกตรวจต้องถอด contact lens หรือแว้นตาออก
จากนั้นเค้าจะมีที่ปิดตาสีดำมาให้เราสองอันครับ อันนึงธรรมดา อีกอันมีรูเล็กๆ
แล้าเราก็รับมันมาด้วยความงง?? มาให้เราทำไมสองอัน
ให้เราเก็บอันที่เป็นรูไว้ก่อน แล้วใช้อันที่ธรรมดา(อันที่ไม่มีรูครับ) ปิดตาด้านซ้ายก่อน แล้วใช้ตาขวาอ่านไอ้ Snellen chart
โดยการอ่านจะอ่านจากบน และจากซ้ายไปวาครับ อ่านไปทีละตัวไปเรื่อยๆ อ่านจนไปถึงเส้นสีแดงครับ
แต่ถ้าอ่านแล้วไม่ถึงเส้นแดง ก็อ่านเท่าที่เราอ่านได้ครับ ตัวไหนอ่านไม่ได้ก็เดาเอาครับ ถ้าเดาไม่ไหวก็บอกว่าไม่รู้ไปครับ
จากนั้นหมอเค้าจะให้เราสลับตา คราวนี้ปิดตาขวา อ่านตาซ้าย แล้วก็เริ่มที่บรรทัดแรกเช่นกันครับ
อ่านเสร็จเราจะได้แล้วเราจะได้เลขมาสองชุดครับ สำหรับตาซ้ายและตาขวา
ลักษณะมันจะเป็น 20/20 (หรือบางที่อาจเป็น 6/6 ก็ได้ครับ)

แล้วมันแปลว่าอะไรหว่า
หมายความว่าคนปกติเค้าเห็นกันที่ 20 ฟุต เราก็เห็นที่ 20 ฟุตเหมือนกัน (6 เมตร) แปลว่าสายตาปกติดี
แต่ถ้าเราอ่านไม่ถึงเส้นแดงล่ะ โดยสมมติว่าเราอ่าน Chart แล้วได้ค่า 20/40 หรือ 60 หรือ 100 แปลว่า สิ่งที่คนปกติจะมองเห็นในระยะ 40 60 หรือ 100 ฟุต แต่เราต้องเข้าไปใกล้กว่าเป็นระยะ 20 ฟุตจึงถึงจะมองเห็นได้ แปลว่าสายตาเราสั้นกว่าปกติครับ

แล้วไอ้ที่เราถือในมือล่ะ (เกือบลืมไปแล้ววววววว)---> เค้าเรียกว่า pin hole ครับ
เพราะบางครั้งการวัดสายตามผิดเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Refractory error ครับ เราจะใช้ pin hole ในการ correct ซ้ำอีกทีหนึ่ง ส่วนวิธีการใช้ก็เหมือนเดิมวัดทีละตา แต่แทนที่จะมองเฉยๆ เราเอาไอ้ pin hole มาปิดตาด้านที่จะมองด้วยครับ

แต่บางทีอาจเปลี่ยนจากที่ปิดตาแบบมีรูเป็นแว่นรูพรุนแทนครับ หรือที่ปิดแบบพิเศษครับ
ใช้เหมือนกับ pin hole ที่ผมบอกครับ


 

ปัญหาต่อมาครับ คือ Diopter กับค่า Visual acuity จะเทียบกันยังไง

หลายคนอาจเข้าใจว่า 20/40 = -2.0 D(Diopter) หรือ 20/100 = -5.0 D (แบบเอามาหารตรงๆ)
หรือ —1.00 D = 20/100, —2.00 D = 20/200, —3.00 D = 20/300 (แบบเทียบกับตัวล่างครับ)
มันไม่ตรงกันทั้งคู่แหละครับ เทียบกันตรงๆ ไม่ได้
เหมือนคนละหน่วยกัน รวมทั้งการวัดต่างกันครับ
การวัด Diopter เป็นการวัดเพียง lens power ของส่วนโค้งของตาข้างหน้าคือ cornea และ lens เท่านั้น
ส่วนการวัด Visual acuity เป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะเป็นการวัด"การมองเห็น"ที่แท้จริง ทำให้มีหลายปัจจัยมากที่เข้ามาเกี่ยว รวมทั้งความโค้งส่วนหน้าของตาด้วย

 
เอาง่ายๆ จากรูป การวัด diopter เป็นการวัดในส่วน B (lens) และ C (cornea) ซึ่งเป็นส่วนโค้งด้านหน้าลูกตา ส่วนการวัด visual acuity จะเป็นการวัดแทบจะทุกส่วนในการมองเห็นของตา ซึ่งสะท้อนออกมาในการมองเห็นภาพของผู้ถูกวัด 

อย่างไรก็ตาม มี opthalmologist (หมอตา) หลายคนพยายามเปรียบเทียบทั้งสอง
ผมเลยไปค้นพบตารางนี้จาก http://www.lpf.com/source/rk/20something.html ครับ
ยังไงก็ขอ copy มาเลยนะครับ

In Diopters     20/something 
-------------------------------
-0.50         20/25 to 20/30 
-1.00         20/30 to 20/50 
-3.00                  20/300 
-4.00                  20/400 
-5.00                  20/600 
-6.00                  20/800 

รวมทั้ง สมการนี้จาก http://www.optiboard.com/forums/showthread.php?t=14648 ครับ
โดยสมการคือ D = 10^(E / 2 + 1.25)โดย E= Diopter(ไม่ต้องเอาติดลบมา) ครับส่วน D คือตัวที่จะไปส่วน 20 ครับ
เช่น E=2 D แทนค่าได้ D = 10^(2 / 2 + 1.25) = 10^2.25 = 177.83
ดังนั้น ก็ประมาณได้กับ visual acuity = 20/180 โดยประมาณ

สุดท้าย การตรวจสายตามีอะไรมากกว่าที่คิดครับ มีผมบอกแค่เป็น basic ที่นิสิตแพทย์รู้เท่านั้น  จริงๆ ยังมีอีกเยอะมากเช่น ความดันลูกตา, ความเอียงของตา, วัดน้ำตา, ความหนาเลนส์, ฯลฯ ซึ่งส่วนมากจะเป็นหน้าที่ของจักษุแพทย์กับเครื่องมืออันมากมาย รวมทั้งหัตถการต่างๆ อีกเยอะแยะครับ

สุดท้ายฝากนิดนึงครับ ดวงตาเรามีแค่คู่เดียว การลงทุนตรวจสายตาเป็นประจำเพื่อให้อยู่กับเราไปนานๆ การเลือกแว่นหรือ contact lens ที่ไม่เหมาะสมจะเร่งทำให้สายตาเสียเร็วกว่าปกติครับ

เข้ากับภาษิตที่ว่า "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" รึเปล่าเอ่ย

(ถ้าผมผิดตรงไหนบอกกล่าวได้นะครับ พี่ๆ หมอทั้งหลาย ;) ขอบคุณครับ)
สุดท้ายขอบคุณออม @HoMMePs ที่ทำให้เกิดคำถามและเกิดtopicนี้ขึ้นมาครับ

 

 


edit @ 30 Aug 2009 03:38:17 by tongkatsu

edit @ 20 Sep 2009 03:53:43 by tongkatsu

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (27.55.15.210|27.55.15.210) on 2015-09-04 08:50

#8 By (8.193.45.33|127.0.0.1, 8.193.45.33) on 2015-04-09 05:45

#7 By (87.56.13.67|87.56.13.67) on 2014-08-23 03:44

ถ้าสั้น 20/30 จะได้ค่าdiopter เท่าไรเหรอค่่ะ?embarrassed

#6 By 21714 (125.24.37.151) on 2013-10-04 09:01

จุดประสงค์ของการใช้ที่ปิดตา แบบมีรูเล็กๆ หรือ รูพรุนนี่เพื่ออะไรหรอค่ะ
เพิ่มความคมชัด?

#5 By c (161.200.80.10) on 2013-09-03 17:54

sad smile ขอบคุณค่ะ แต่ยังคงงงอยู่แฮะ

#4 By Nunun (103.7.57.18|27.55.2.7) on 2012-08-16 09:54

good แต่ ยัง งงๆsad smile

#3 By llว่uตา (118.173.239.176) on 2010-05-03 08:07

ขอบคุณมากๆเลยนะค้าบบบบบบบบบบบบบบconfused smile

#2 By HoMMePS (58.64.55.115) on 2009-08-31 02:16

ความรู้ ความรู้

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-08-30 19:48